5 กุมภาพันธ์ 2558

วิจัยเชิงคุณภาพ

วิจัยเชิงคุณภาพ

การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) น.ต.ดร.สุมิตร  สุวรรณ 

สมาชิกข่าวทหารอากาศคงจะคุ้นเคยกับการตอบแบบสอบถามที่มีใครก็ไม่รู้ ส่งมาให้ตอบอยู่บ่อย ๆ นั่นคือ  รูปแบบของการวิจัยชนิดหนึ่งที่เรียกว่า  การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research)  ที่ให้ความสำคัญแก่ข้อมูลที่แจงนับได้  วัดได้  ใช้วิธีการทางสถิติในการวิเคราะห์ข้อมูลที่เป็นตัวเลข  ผลการวิเคราะห์ข้อมูลอาจบอกว่าอะไรมากน้อยกว่ากัน อะไรสัมพันธ์หรือไม่สัมพันธ์กับอะไร อะไรต่างจากอะไร เช่น ศึกษาเรื่องขวัญกำลังใจของข้าราชการทหารอากาศ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล พบว่า ขวัญกำลังใจของข้าราชการทหารอากาศ  มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.25  ก็แปลความได้ว่า  ข้าราชการทหารอากาศมีขวัญกำลังใจอยู่ในระดับปานกลาง    หรือถ้าแยกข้อมูลตามชั้นยศ  เช่น  ชั้นยศ ร.ต. - ร.อ.  มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.20    ชั้นยศ น.ต. - น.อ. มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 3.45    ดูตัวเลขแล้วชั้นยศต่างกันอาจมีขวัญกำลังใจไม่แตกต่างกัน  นั่นคือ  อยู่ในระดับปานกลางเหมือนกัน   แต่ยังตอบไม่ได้ต้องทดสอบความหมายหรือนัยทางสถิติ (significance) เช่น ที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05  วิธีการในสมัยนี้ก็ง่ายมากด้วยการป้อนข้อมูลเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์โดยโปรแกรมสำเร็จรูปที่เรียกว่า SPSS  มันก็จะคำนวณให้เสร็จว่า  Significance หรือไม่  ถ้า Significance ก็แปลว่า  ชั้นยศต่างกันมีขวัญกำลังใจต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05  แล้วแปลว่าอะไร  ก็แปลได้ว่าชั้นยศต่างกันมีขวัญกำลังใจต่างกันจริง ๆ นะ   ซึ่งหมายความว่า   คนที่มีชั้นยศมากกว่ามีขวัญกำลังใจสูงกว่าคนที่มีชั้นยศต่ำกว่า   ผู้เขียนคิดว่าไม่มีความหมายอะไรมากนัก  

ดังนั้นจึงอยากเสนอรูปแบบการวิจัยอีกชนิดหนึ่งที่เรียกว่า การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research)  ซึ่งเป็นการแสวงหาความรู้โดยการพิจารณาปรากฏการณ์สังคมจากสภาพแวดล้อมตามความจริงในทุกมิติ  สนใจข้อมูลด้านความรู้สึกนึกคิด  การให้ความหมายหรือคุณค่ากับสิ่งต่าง ๆ    ตลอดจนค่านิยมหรืออุดมการณ์ของบุคคล    เน้นการเข้าไปสัมผัสกับข้อมูลหรือปรากฏการณ์โดยตรง   มักใช้เวลานานในการศึกษาติดตามระยะยาว   ไม่เน้นการใช้สถิติตัวเลขในการวิเคราะห์ข้อมูล  ใช้การสังเกตและการสัมภาษณ์เป็นวิธีหลักในการเก็บรวบรวมข้อมูล  และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการตีความสร้างข้อสรุปแบบอุปนัย (inductive)  เช่น  ถ้าเราอยากจะรู้ว่าทำไมผู้หญิงหรือนักศึกษาจึงไปขายตัว  หากไปแจกแบบสอบถามคงไม่มีใครตอบหรอกว่าทำไมเขาถึงขายตัว  ขายมาแล้วกี่ครั้ง  ซึ่งไม่มีความหมายอะไรและทดสอบไม่ได้ด้วยค่าทางสถิติ   เราต้องเข้าไปสังเกตดูพฤติกรรมของผู้หญิงกลุ่มนี้ อาจเป็นในสถานอาบอบนวดแห่งใดแห่งหนึ่งก็ได้  ต้องไปพูดคุยแบบเจาะลึก (indepth interview) กับเขาดูว่าเขาให้ความหมายและคุณค่ากับอะไร “พรหมจรรย์” หรือ “เงิน”    และถ้าเป็นผู้ชายไปถามเขาอาจไม่ตอบก็ได้   เมื่อได้ข้อมูลในระดับหนึ่งแล้วก็นำข้อมูลเหล่านั้นมาตีความสร้างข้อสรุปว่า ทำไมผู้หญิงถึงขายตัวหรือไปเป็นโสเภณีได้  เขาให้ความหมายและคุณค่าอะไร ดั
งนั้นการจะเลือกใช้วิธีการวิจัยอย่างไรนั้นต้องดูลักษณะของเรื่องที่จะทำการวิจัยด้วย

โดยทั่วไปลักษณะของการวิจัยเชิงคุณภาพจะมีลักษณะดังนี้
1. เน้นข้อมูลด้านความรู้สึกนึกคิด จิตใจ การให้ความหมายหรือคุณค่ากับสิ่งต่าง ๆ  ตลอดจนค่านิยมหรืออุดมการณ์ของบุคคล
2. เป็นการศึกษาปรากฏการณ์ในบริบทสังคมและวัฒนธรรม หรือสภาพแวดล้อมตามความเป็นจริง ในภาพรวมโดยการมองจากหลายแง่มุม  มักจะมีการวิจัยในสนาม (Field research)
3. เป็นการศึกษาติดตามระยะยาวและเจาะลึกเพื่อให้เข้าใจการเปลี่ยนแปลงของปรากฏการณ์สังคม
4. คำนึงถึงความเป็นมนุษย์ของผู้ถูกวิจัยโดยการเข้าไปสัมผัส สร้างความสนิทสนมและความไว้เนื้อเชื่อใจ
5. ใช้การพรรณนาให้เห็นรายละเอียดเกี่ยวกับสภาพทั่วไปของชุมชนหรือกรณีที่ศึกษา  และใช้การวิเคราะห์ตีความโดยนำข้อมูลเชิงรูปธรรมย่อย ๆ หลาย ๆ กรณีมาสรุปเป็นเชิงนามธรรมโดยพิจารณาจากลักษณะร่วมที่พบ
อาจสรุปความแตกต่างระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณกับการวิจัยเชิงคุณภาพ ได้ดังนี้
1. การวิจัยเชิงปริมาณเป็นเรื่องของการหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอย่างน้อย 2 ตัว เพื่อตรวจสอบสมมติฐาน แต่การวิจัยเชิงคุณภาพจะเป็นเรื่องปรากฏการณ์ทางสังคม เป็นการอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมซึ่งต้องดูเป็นองค์รวม (holistic) เพราะชีวิตคนหรือสังคมมีเรื่องที่เข้ามาเกี่ยวพันธ์กันหลายเรื่อง  ไม่สามารถดูตัวแปร 2-3 ตัวได้      การวิจัยเชิงคุณภาพจึงเป็นการสร้างสมมติฐานหรือทฤษฎีใหม่ ๆ ตลอดจนข้อเท็จจริงใหม่จากที่เคยรู้มาแต่เดิม
2. การวิจัยเชิงปริมาณไม่สนใจบริบทรอบ ๆ ว่าเป็นอย่างไร เพราะสามารถควบคุมตัวแปรได้หมด  แต่การวิจัยเชิงคุณภาพสนใจเรื่องบริบท (context) เพราะบริบทแต่ละแห่งไม่เหมือนกัน ในเมืองกับชนบทนั้นต่างกัน
3. การวิจัยเชิงปริมาณลักษณะข้อมูลที่ได้จะเป็นตัวเลขหรือสถิติ  สามารถแจงนับได้  แต่การวิจัยเชิงคุณภาพ ลักษณะข้อมูลเป็นการพรรณนาเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม บริบททางสังคมหรือวัฒนธรรม ความรู้สึกนึกคิด  การให้ความหมายหรือคุณค่ากับสิ่งต่าง ๆ  ตลอดจนค่านิยมหรืออุดมการณ์ของบุคคล
4. การวิจัยเชิงปริมาณเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการใช้แบบสอบถามเป็นหลัก    ใช้ระยะเวลาไม่นานไม่ต้องทำความรู้จักหรือสร้างความคุ้นเคยสนิทสนมก่อน  เมื่อตอบแบบสอบถามให้เสร็จเรียบร้อยแล้วผู้วิจัยก็จากไปหรือที่เรียกว่า “ตีหัวแล้ววิ่งหนี” และแบบสอบถามอาจมีข้อจำกัด เช่น ถ้าทำวิจัยในสังคมที่มีผู้ไม่รู้หนังสือหรือมีการศึกษาต่ำจะไม่สามารถตอบได้ แต่การวิจัยเชิงคุณภาพเก็บรวบรวมข้อมูลโดยผู้วิจัยต้องออกไปสัมผัสข้อมูลด้วยตนเอง ใช้ระยะเวลานาน ต้องสร้างความคุ้นเคยสนิทสนมก่อนโดยใช้วิธีการสังเกต การสัมภาษณ์ การสัมภาษณ์แบบเจาะลึกหรือการตะล่อมกล่อมเกลา  เป็นหลักในการเก็บรวบรวมข้อมูล
5. การวิจัยเชิงปริมาณวิเคราะห์ข้อมูลโดยอาศัยคณิตศาสตร์หรือสถิติขั้นสูงด้วยการป้อนข้อมูลลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งในปัจจุบันมักจะนิยมใช้โปรแกรมสำเร็จรูป เช่น SPSS   แต่การวิจัยเชิงคุณภาพเป็นการวิเคราะห์โดยการตีความในคำพูด ความรู้สึกหรือความคิดเห็นของคนที่เกี่ยวโยงไปถึงแนวคิดทฤษฎีเพื่อให้ความหมายแก่ข้อมูลที่ได้โดยใช้วิธีการสร้างข้อสรุปแบบอุปนัย (induction) หากเป็นการศึกษาเอกสาร (Document Research) ก็จะใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)
จะเห็นได้ว่าการวิจัยทั้ง 2 วิธีนี้มีความแตกต่างกัน  การจะเลือกใช้วิธีการวิจัยอย่างไรผู้วิจัยต้องตระหนักถึงเนื้อหาของความรู้ในศาสตร์นั้นๆ หรือลักษณะของเรื่องที่จะทำการวิจัย  รวมทั้งความถนัดหรือความสนใจของผู้วิจัยด้วย อย่างไรก็ตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยจะเป็นตัวกำหนดวิธีการวิจัยว่าจะเลือกใช้วิธีการอย่างไร  ในขณะที่การวิจัยเชิงคุณภาพมีข้อจำกัดในเรื่องของเวลาและทำได้เฉพาะกรณี  ไม่ใช่ทำได้กับประชากรทั้งหมด ดังนั้นข้อค้นพบจึงไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงกับกรณีอื่น ๆ (generalization) ได้หรือได้น้อย  อีกทั้งตัวผู้วิจัยในภาคสนามคือเครื่องมือที่สำคัญจะต้องได้รับการฝึกฝนมาเป็นพิเศษสำหรับการวิจัยชนิดนี้  จึงมักถูกโจมตีในเรื่องความเที่ยงตรงและความน่าเชื่อถือของข้อมูล
               
หากสนใจรายละเอียดเพิ่มเติมอ่านได้ในหนังสือ “วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ” ของ ศาสตราจารย์       ดร.สุภางค์  จันทวานิช  คณะรัฐศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  หรือหากต้องการคำแนะนำติดต่อผู้เขียนได้ตลอดเวลาที่ภาควิชาสังคมศาสตร์ กองการศึกษา โรงเรียนนายเรืออากาศ  โปรดอ่านต่อฉบับหน้าเกี่ยวกับเทคนิคของวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ